5 สเต็ป ตั้งเป้าหมายยังไง ให้พูดอังกฤษเก่งสักที!

มีม เรียน ภาษาอังกฤษ How to set goal for English learning

ถ้าคุณกำลังคิดจะเขียนว่า “ฉันจะพูดภาษาอังกฤษเก่งให้ได้” ลงใน New Year Resolution ปีใหม่นี้ของคุณอยู่ล่ะก็ พี่ฮูกแนะนำว่าให้หยุดก่อน!

ทำไมน่ะหรอ? เพราะมันไม่สามารถผลักดันคุณให้ทำสำเร็จได้น่ะสิ!

แต่! อย่าพึ่งเข้าใจพี่ฮูกผิดนะ การจะฝึกภาษาอังกฤษให้เก่งได้ โดยเฉพาะคนที่อยากเก่งแบบก้าวกระโดด การตั้งเป้าหมายคือสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรทำ! แต่การตั้งเป้าหมายที่ “คลุมเครือ” คือความพลาดมหันต์

การตั้งเป้าหมายว่า “ฉันจะพูดภาษาอังกฤษเก่งให้ได้” ก็เหมือนกับการพูดว่า “ฉันจะไปเที่ยวยุโรปให้ได้” ซึ่งคุณไม่ได้เจาะจงลงไปว่า “คุณต้องการจะไปที่ไหนกันแน่” มันทำให้คุณไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วคุณต้องเดินทางไปที่นั่นอย่างไรนั่นเอง

ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มดาวน์โหลดแอปฝึกภาษาต่างๆ มากมายเข้ามาในมือถือ พี่ฮูกอยากให้คุณลองนึกย้อนดูสักนิดว่า “การพูดภาษาอังกฤษเก่ง” ในความคิดของคุณมีหน้าตาอย่างไร พูดคล่องเหมือนเจ้าของภาษาเพื่อใช้ในการเรียน การทำงาน หรือออกเดท! ลองคิดถึงสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ จากการพูดภาษาอังกฤษให้ชัดเจนเสียก่อน 

มาสร้าง “เป้าหมาย” ที่ชัดเจนกันเถอะ! 

การตั้งเป้าหมายที่ดีคือการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนมากพอที่จะทำให้คุณเห็นภาพความสำเร็จที่อยู่ตรงนั้น

เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนกับการตั้งเป้าหมายว่าคุณต้องการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ คุณจึงวางแผนที่จะฝึกปีนเขาลูกเล็กๆ ก่อนเพื่อเตรียมความพร้อมให้ร่างกาย เมื่อคุณฝึกไปเรื่อยๆ คุณก็จะเริ่มประเมินได้ว่า ระหว่างทางในการจะพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้นั้น ต้องฝึกอะไรบ้าง และต้องเรียนรู้อะไรบ้าง

กลับมาที่การฝึกภาษาอังกฤษกัน การตั้งเป้าหมายที่ดีคือต้องชัดเจนในวัตถุประสงค์และลงรายละเอียด ตัวอย่างเช่น

  • ฉันต้องการพูดภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการถามทางได้อย่างคล่องแคล่ว
  • ฉันต้องการสอบ TOEFL, IELTS หรือข้อสอบอื่นๆ ให้ได้คะแนนสูงๆ
  • ฉันต้องการสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันได้อย่างลื่นไหล

ในขณะเดียวกัน คุณก็จะสามารถมองเห็นกระบวนการที่จะพาคุณไปถึงเป้าหมายนั้นได้

5 สเต็ป ตั้งเป้าหมายยังไง ให้พูดอังกฤษเก่งสักที!

ทางที่ดีที่สุดที่จะตั้งเป้าหมายคือ เป้าหมายของคุณต้อง SMART หมายถึง…

  • S – Specific (ต้องเฉพาะเจาะจง)
  • M – Measurable (ต้องสามารถวัดผลได้)
  • A –  Achievable (ต้องสามารถพิชิตเป้าหมายนั้นได้)
  • R – Regularly Reviewed (ต้องทบทวนเป้าหมายอยู่เสมอ)
  • T –  Time-bound (ต้องมีระยะเวลาที่ชัดเจน)

1. S Specific – ตั้งเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง

เป้าหมายนั่นต้องชัดเจนและเฉพาะเจาะจง มี Roadmap ที่ชัดเจนว่าจะเดินไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไร ซึ่งเป้าหมายที่ดีจะทำให้คุณมองเห็นภาพความสำเร็จที่อยู่ตรงนั้นได้อย่างชัดเจน

เริ่มจากการโยนไอเดียทั้งหมดออกมาก่อนว่าจริงๆ แล้ว คุณต้องการที่จะเก่งภาษาอังกฤษในแบบไหนกันแน่ ตัวอย่างเช่น

  • ฉันต้องการสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษให้ผ่าน
  • ฉันต้องการสื่อสารภาษาอังกฤษได้เมื่อไปเที่ยวต่างประเทศ
  • ฉันต้องการฝึกภาษาอังกฤษเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ

เมื่อคุณตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนได้แล้ว รู้สึกไหมว่าคุณเริ่มจะมองเห็นภาพว่าจะฝึกฝนอย่างไรเพื่อพาตัวเองไปถึงเป้าหมายนั้น

เช่น หากคุณต้องการฝึกพูดภาษาอังกฤษเพื่อไปเที่ยวต่างประเทศ คุณก็อาจจะต้องฝึกเน้นหนักไปที่ภาษาอังกฤษเพื่อการเอาตัวรอดในต่างแดนมากกว่าเลือกหนังสือเรียนแกรมม่าเล่มหนาเตอะ!

2. M Measurable – สามารถวัดผลได้

เส้นทางการฝึกฝนอันยาวไกลนั้นอาจทำให้คุณท้อ แต่การวัดผลเป็นระยะช่วยเป็นแรงกระตุ้นได้ หากคุณพบว่าคุณสามารถบรรลุเป้าหมายได้แล้ว 20% 50% หรือ 90% ทำให้คุณเห็นพัฒนาการและมีกำลังใจในการฝึกต่อ

3. A Achievable – สามารถพิชิตเป้าหมายนั้นได้

เราไม่มีทางรู้เลยว่าเป้าหมายนั้นใหญ่หรือเล็กเกินไปหากเราไม่ลงมือทำ เช่น ถ้าคุณวางแผนว่าต้องการจดจำคำศัพท์ใหม่ๆ ให้ได้วันละ 300 คำ ไม่นานคุณจะพบว่านั้นมันเยอะเกินไป คุณจึงปรับมันลงเป็นวันละ 100 คำ 50 คำ จนพบเป้าหมายที่มันเวิร์คสำหรับคุณ

4. R Regularly Reviewed – ทบทวนเป้าหมายอยู่เสมอ

คุณต้องกลับมาเปิดดูเป้าหมายที่เขียนไว้นั้นซ้ำๆ เพื่อเตือนตัวเองว่า “ฉันต้องไปถึงให้ได้”

การกลับมาอ่านเป้าหมายของตัวเองซ้ำๆ ยังเป็นการตอกย้ำให้สมองคุณโฟกัสกับสิ่งที่คุณควรทำ เช่น หากคุณมีเป้าหมายที่จะอ่านบทเรียน 1 บทเรียนต่อสัปดาห์ คุณจะพยายามเอาหนังสือนั่นติดตัวอยู่เสมอ เพื่อเพิ่มโอกาสในการอ่านมากขึ้น

ที่สำคัญ คุณยังควรทบทวนพัฒนาการของตนเองอยู่เป็นประจำ โดยสามารถทำได้หลายวิธี เช่น

  • หาบัดดี้เพื่อแชร์ความคืบหน้าให้กันอย่างสม่ำเสมอ
  • จดบันทึกข้อผิดพลาดระหว่างการฝึกฝน เช่น คำที่ฟังไม่ออก, คำศัพท์ที่ไม่เข้าใจความหมาย, แกรมม่าที่มักใช้ผิด ฯลฯ และดูว่าข้อผิดพลาดใดที่ลดลงบ้าง
  • ทดสอบความสามารถของตัวเองทุกสองสัปดาห์ เช่น ลองรีวิวคำศัพท์ที่เคยเรียนมาในช่วง 2 สัปดาห์ แล้วทดสอบว่าคุณจำความหมายของมันได้หรือไม่

5. T Time-bound – ต้องมีระยะเวลาที่ชัดเจน

คุณต้องกำหนดเวลาของความสำเร็จนั้นด้วย เช่น “ภายใน 3 เดือน ฉันต้องสามารถพรีเซ้นต์งานเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว”

ตามหลักการแล้ว การกำหนด Deadline ให้เร็วเข้าไว้จะดีกว่า อาจจะเป็นสัปดาห์ หรือเดือน เพราะหาก Deadline นานเกินไปจะทำให้คุณผลัดวันประกันพรุ่งได้ง่าย

กำหนดเป้าหมายเสร็จแล้ว ก็ลุยกันเลย!

เป้าหมายที่ SMART จะทำให้คุณมองเห็นภาพความสำเร็จได้อย่างชัดเจน และคุณสามารถทำสำเร็จได้ หากลงมือทำตามแผนการฝึกที่วางไว้

หากคุณรู้สึกว่าการฝึกภาษาอังกฤษเป็นเรื่องยาก จำไว้เสมอว่า Engoo พร้อมให้ความช่วยเหลือในฐานะที่เป็นแพลตฟอร์มการเรียนพูดภาษาอังกฤษออนไลน์ ที่ให้บริการผู้เรียนหลายแสนคน กับครูต่างชาติและเจ้าของภาษากว่า 10,000 คนจากทั่วโลก

new years resolution 2022 อยาก เก่ง ภาษาอังกฤษ เรียน ภาษาอังกฤษ ออนไลน์ ตัวต่อตัว

คุณเองก็เก่งภาษาอังกฤษกับ Engoo ได้ ทดลองเรียนฟรี 1 ครั้ง หรือ แอดไลน์ @engoothailand เพื่อรับสิทธิพิเศษมากมายสำหรับคุณ